Located in the mountains of Ifugao in the Philippines, the Banaue (also spelled as Banawe) Rice Terraces are commonly referred to as the “Eight Wonder of the World.” These spectacular manmade terraces were built and carved by the Ifugao natives 2,000 years ago with the use of primitive tools and olden methods.
วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555
Banaue Rice Terraces
Located in the mountains of Ifugao in the Philippines, the Banaue (also spelled as Banawe) Rice Terraces are commonly referred to as the “Eight Wonder of the World.” These spectacular manmade terraces were built and carved by the Ifugao natives 2,000 years ago with the use of primitive tools and olden methods.
วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
San Francisco, California
งานฉลองครั้งใหญ่ซึ่งจัดขึ้นโดยฝ่ายบริหารนครซานฟรานซิสโก มีทั้งการแสดงดนตรี, เต้นระบำ, การจัดแสดงรถและมอเตอร์ไซค์ย้อนยุค รวมถึงการจุดพลุดอกไม้ไฟบริเวณสะพานโกลเดนเกต ซึ่งเป็นประตูระหว่างอ่าวซานฟรานซิสโกกับมหาสมุทรแปซิฟิก
บรรยากาศเช่นนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อ 75 ปีที่แล้ว เมื่อสะพานโกลเดนเกตเปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรกในวันที่ 27 พฤษภาคม ปี 1937 ก่อนที่จะเปิดให้รถยนต์สัญจรไปมาได้ในวันถัดมา ซึ่งในขณะนั้นโกลเดนเกตถือเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก
จากการออกแบบโดยวิศวกร โจเซฟ สเตราส์ สะพานโกลเดนเกตมีความโดดเด่นยิ่งกว่าสะพานแขวนอื่นๆ ด้วยสีสันที่สะดุดตา ซึ่งได้รับการเลือกสรรโดยสถาปนิก ไอร์วิง มอร์โรว์ จนสะพานแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น “อินเตอร์เนชันแนล ออเรนจ์”
แต่เดิมนั้นสีส้มแดงของสะพานโกลเดนเกตมีจุดประสงค์เพื่อให้เรือที่ผ่านไปมาเห็นได้ถนัดชัดเจน และช่วยป้องกันสนิมซึ่งเกิดจากหมอกไอเกลือเหนือช่องแคบโกลเดนเกตด้วย
สะพานแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างนาน 4 ปี มีความยาว 2.7 กิโลเมตร กว้าง 27 เมตร เสาสะพานทั้ง 2 ต้นสูงเหนือระดับน้ำทะเล 746 ฟุต ขณะที่ตัวสะพานสูงจากผิวน้ำขึ้นมา 220 ฟุต
คนเดินเท้าและจักรยานยนต์ก็สามารถใช้สะพานแห่งนี้ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สะพานโกลเดนเกตยังมีประวัติอันน่าสยอง เพราะเป็นจุดที่คนนิยมมาฆ่าตัวตายกันมาก
หนังสือพิมพ์ลอสแองเจลิสไทม์สรายงานว่า เคยพบศพผู้กระโดดสะพานเสียชีวิตแล้ว 1,600 ราย และยังมีอีกหลายศพที่ไม่สามารถยืนยันได้
เฉพาะปีที่แล้ว มีผู้กระโดดสะพานฆ่าตัวตายถึง 37 คน ซึ่งเป็นปีที่มีสถิติคนฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับ 4 นับตั้งแต่สะพานแห่งนี้เริ่มเปิดใช้งานGolden Gate Bridge
วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
Robin Gibb นักร้องวง Bee Gees เสียชีวิตแล้ว"
ปีนี้ดูจะเป็นปีที่วงการเพลงต้องสูญเสียบุคคลสำคัญระดับตำนานไปหลายคนเลยทีเดียว และล่าสุดวงการเพลงก็เพิ่งสูญเสีย Robin Gibb นักร้องวงระดับตำนาน วง Bee Gees ไปด้วยวัย 62 ปี
Robin Gibb นักร้องวง Bee Gees เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งและการผ่าตัดลำไส้ ซึ่งทางครอบครัวไปแถลงข่าวถึงการสูญเสียครั้งนี้แล้ว ซึ่งได้เผยว่า Robin ได้ต่อสู้กับโรคมะเร็งลำไส้และมะเร็งตับมานาน แม้ว่าก่อนหน้าที่จะเสียชีวิตอาการเขาจะดีขึ้นก็ตามแต่พอเมื่อเดือนที่ผ่านมาเขาก็ป่วยหนักจนสุดท้ายก็เสียชีวิต ซึ่งก่อนหน้านี้ ฝาแฝดของเขา Maurice ก็ได้เสียชีวิตไปก่อนในปี 2003 ด้วยอาการหัวใจวาย
Robin เป็นหนึ่งใน พี่น้องตระกูล Gibb โดย Robin เป็นพี่น้องฝาแฝดกับ Maurice และมีพี่ชายอีกคนคือ Barry ทั้ง 3 ก่อตั้งวง Bee Gees ขึ้นมาซึ่งก็มีชื่อเสียงไปทั่วโลก โดยเพลงที่เริ่มสร้างชื่อให้กับ Bee Gees เป็นที่รู้จักทั่วโลกคือ เพลง “Saturday Night Fever” ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ ที่มี John Travolta แสดงนำโดยอัลบั้มประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Saturday Night Fever” นอกจากเพลงที่ชื่อเดียวกับหนังแล้ว ยังประกอบด้วยเพลง “More Than a Woman”, “Staying Alive”, “ Jive talkin’ ” ความสำเร็จได้รับการตอกย้ำด้วยอัลบั้ม “ Spirits Having Flown ” ปี 2522 ซึ่งมีเพลงอันดับ 1 อย่าง เพลง “Tragedy” ,“Too Much Heaven” และ“Love You Inside Out” จากนี้เองได้สร้างสถิติทำให้ Bee Gees มีเพลงอันดับ 1 ในอเมริกาติดต่อกัน 6 เพลง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาร์ทเพลงอเมริกา อัลบั้มชุดนี้ทำยอดขาย 30 ล้านชุดทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีเพลง “How Deep Is Your Love”, “Emotion” และ “I Started A Joke” ที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย
Robin Gibb นักร้องวง Bee Gees เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งและการผ่าตัดลำไส้ ซึ่งทางครอบครัวไปแถลงข่าวถึงการสูญเสียครั้งนี้แล้ว ซึ่งได้เผยว่า Robin ได้ต่อสู้กับโรคมะเร็งลำไส้และมะเร็งตับมานาน แม้ว่าก่อนหน้าที่จะเสียชีวิตอาการเขาจะดีขึ้นก็ตามแต่พอเมื่อเดือนที่ผ่านมาเขาก็ป่วยหนักจนสุดท้ายก็เสียชีวิต ซึ่งก่อนหน้านี้ ฝาแฝดของเขา Maurice ก็ได้เสียชีวิตไปก่อนในปี 2003 ด้วยอาการหัวใจวาย
Robin เป็นหนึ่งใน พี่น้องตระกูล Gibb โดย Robin เป็นพี่น้องฝาแฝดกับ Maurice และมีพี่ชายอีกคนคือ Barry ทั้ง 3 ก่อตั้งวง Bee Gees ขึ้นมาซึ่งก็มีชื่อเสียงไปทั่วโลก โดยเพลงที่เริ่มสร้างชื่อให้กับ Bee Gees เป็นที่รู้จักทั่วโลกคือ เพลง “Saturday Night Fever” ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ ที่มี John Travolta แสดงนำโดยอัลบั้มประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Saturday Night Fever” นอกจากเพลงที่ชื่อเดียวกับหนังแล้ว ยังประกอบด้วยเพลง “More Than a Woman”, “Staying Alive”, “ Jive talkin’ ” ความสำเร็จได้รับการตอกย้ำด้วยอัลบั้ม “ Spirits Having Flown ” ปี 2522 ซึ่งมีเพลงอันดับ 1 อย่าง เพลง “Tragedy” ,“Too Much Heaven” และ“Love You Inside Out” จากนี้เองได้สร้างสถิติทำให้ Bee Gees มีเพลงอันดับ 1 ในอเมริกาติดต่อกัน 6 เพลง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาร์ทเพลงอเมริกา อัลบั้มชุดนี้ทำยอดขาย 30 ล้านชุดทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีเพลง “How Deep Is Your Love”, “Emotion” และ “I Started A Joke” ที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย
วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555
14 มีนาคม ย้อนรำลึกบุคคลสำคัญ
หลังจากที่ไอน์สไตน์ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ในปี พ.ศ. 2458 เขาก็กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยธรรมดานักสำหรับนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ในปีต่อ ๆ มา ชื่อเสียงของเขาได้ขยายออกไปมากกว่านักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ ไอน์สไตน์ ได้กลายมาเป็นแบบอย่างของความฉลาดหรืออัจฉริยะ ความนิยมในตัวของเขาทำให้มีการใช้ชื่อไอน์สไตน์ในการโฆษณา หรือแม้แต่การจดทะเบียนชื่อ "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" ให้เป็นเครื่องหมายการค้า
ตัวไอน์สไตน์เองมีความระลึกถึงผลกระทบทางสังคม ซึ่งมีผลมาจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ในฐานะที่เขาได้เป็นปูชนียบุคคลแห่งความบรรลุทางปัญญา เขายังคงถูกยกย่องให้เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์ที่สุดในยุคปัจจุบัน ทุกการสร้างสรรค์ของเขายังคงเป็นที่เคารพนับถือ ทั้งในความเชื่อในความสง่า ความงาม และความรู้แจ้งเห็นจริงในจักรวาล (คือแหล่งเสริมสร้างแรงบันดาลใจในวิทยาศาสตร์ให้แก่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่) เป็นสูงสุด ความชาญฉลาดเชิงโครงสร้างของเขาแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของจักรวาล ซึ่งงานเหล่านี้ถูกนำเสนอผ่านผลงานและหลักปรัชญาของเขา ในทุกวันนี้ ไอน์สไตน์ยังคงเป็นที่รู้จักดีในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุด ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และนอกวงการ
ไอน์สไตน์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2498 ด้วยโรคหัวใจ
ผลงานของไอน์สไตน์ในสาขาฟิสิกส์มีมากมาย ต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่ง:
- ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซึ่งนำกลศาสตร์มาประยุกต์รวมกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
- ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง ซึ่งเป็นไปตาม equivalence principle
- วางรากฐานของจักรวาลเชิงสัมพัทธ์ และค่าคงที่จักรวาล
- ขยายแนวความคิดยุคหลังนิวตัน สามารถอธิบายจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดของดาวพุธได้อย่างลึกซึ้ง
- ทำนายการหักเหของแสงอันเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วงและเลนส์ความโน้มถ่วง
- อธิบายการเกิดปรากฏการณ์ของแรงยกตัว
- ริเริ่มทฤษฎีการแกว่งตัวอย่างกระจายซึ่งอธิบายการเคลื่อนที่ของบราวน์ของโมเลกุล
- ทฤษฎีโฟตอนกับความเกี่ยวพันระหว่างคลื่น-อนุภาค ซึ่งพัฒนาจากคุณสมบัติอุณหพลศาสตร์ของแสง
- ทฤษฎีควอนตัมเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของอะตอมในของแข็ง
- Zero-point energy
- อธิบายรูปแบบย่อยของสมการของชเรอดิงเงอร์
- EPR paradox
- ริเริ่มโครงการทฤษฎีแรงเอกภาพ
วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ตำนานวันวาเลนไทน์
ตำนานวันวาเลนไทน์
นักบุญเซ้นท์วาเลนไทน์
ตำนานของวันวาเลนไทน์ นั้นมีความเป็นมาอย่างไร เราจะนำมาเสนอกันคร่าวๆ ที่จริงเดือนกุมภาพันธ์ถูกถือเป็นเดือนแห่งความโรแมนติกมานานแล้ว โดยถือเป็นประเพณีที่มีมาช้านานของทั้งชาวคริสเตียนและอาณาจักรโรมันวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
คริสต์ศตวรรษที่ 19,20
การปฏิวัติฝรั่งเศส
นโปเลียน นายทหารปืนใหญ่หนุ่มจากคอร์ซิกาเกาะทางใต้ของฝรั่งเศส รับช่วงในงานปฏิวัติจนมีชื่อเสียงโด่งดัง หลังจากยุคแห่งความหวาดกลัวสงบลงเขาถูกส่งไปเป็นนายพลที่อิตาลีเพื่อขยายอำนาจของฝรั่งเศส นโปเลียนไม่ทำให้ชาวฝรั่งเศสผิดหวังบุกยึดขยายอาณาเขตของฝรั่งเศสไปทั่วยุโรป มีอำนาจจนตั้งตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ ประเทศรอบข้างต่างพากันหวาดกลัวรวมตัวกันต้านทานอำนาจของเขา
และแล้วนโปเลียนก็พลาดท่า เมื่อบุกเข้าไปในรัสเซียกลางฤดูหนาว เมื่อไปถึงมอสโกกลับพบว่าเมืองถูกเผาและทอดทิ้งไปเสียแล้ว นโปเลียนไม่มีทางเลือกต้องถอยทัพกลับสถานเดียว กองทัพฝรั่งเศสถูกโจมตีด้านหลังและอดอยากจนกองทัพแตกสลาย นโปเลียนถูกเนรเทศไปอยู่บนเกาะเอลบา แต่ยังไม่สิ้นหวัง ประชาชนยังรักและเชื่อว่านโปเลียนสามารถทำให้ประเทศที่ตกต่ำจากการพ่ายสงครามกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกครั้ง นโปเลียนจึงนั่งเรือกลับฝรั่งเศส
ครั้งนี้ฝ่ายพันธมิตรไม่พลาดอีกแล้ว ไม่ยอมปล่อยให้นโปเลียนกลับขึ้นมามีอำนาจได้อีกพวกเขาจะส่งกำลังบุกฝรั่งเศส นโปเลียนต้องนำทัพไปรับที่วอเตอร์ลูและก็ต้องพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกที่นั่น เมื่อถูกเนรเทศอีกครั้งก็ไม่มีโอกาสกลับมาที่ฝรั่งเศสอีกเลย
เยอรมนีสูญเสียอย่างหนักสุดท้ายก็ยอมแพ้ สงครามมหาประลัยครั้งนี้จึงสิ้นสุดลง แต่หลังสงครามฝ่ายพันธมิตรร่างสนธิสัญญาแวร์ซาย จนชาวเยอรมันประกาศจะจับปืนสู้ต่อไป แต่ผู้นำเยอรมันตอนนั้นได้ร่วมมือกับพวกยิวที่ต้องการให้เยอรมนีล่มยอมแพ้ไปแล้ว เมื่อเยอรมนีฟื้นตัวได้ก็พยายามเรียกร้องสิ่งที่ตนเสียไปอย่างไม่เป็นธรรม อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ประกาศจะยึดโปแลนด์ที่เคยเป็นของเยอรมนีคืน สงครามโลกครั้งที่สอง ระเบิดขึ้น เยอรมนีเข้ายึดยุโรปภาคเหนือได้ในปีเดียว จนอิตาลีประกาศสนับสนุนฮิตเลอร์ แต่อังกฤษก็ยังสู้ต่อไป เยอรมนียึดอังกฤษไม่ได้จึงเปลี่ยนแผนไปบุกสหภาพโซเวียตก็ยังยึดไม่ได้อีก
เมื่อญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริการ่วมสงคราม สงครามโลกครั้งที่สองก็ขยายวงกว้างไปทั่วโลก พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) เยอรมนีแพ้ในแอฟริกา อิตาลีประกาศยอมแพ้ พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) ฝ่ายพันธมิตรร่วมมือกันบุกเยอรมนี ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตาย เยอรมนียอมแพ้ จากนั้นญี่ปุ่นยอมแพ้ ในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) สงครามโลกครั้งที่สองจึงสิ้นสุดลง
ทั้งสนธิสัญญากรุงปารีสและสนธิสัญญากรุงโรม ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของสหภาพยุโรปที่ยังคงใช้จนถึงทุกวันนี้ เพราะเป็นการวางรากฐานในการจัดตั้งสถาบันบริหารกิจการของประชาคม คือ คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) คณะมนตรี (Council) ศาลตุลาการยุโรป (European Court of Justice) และสภายุโรป (European Parliamentary Assembly ต่อมาเปลี่ยนมาเรียกว่า European Parliament) และยังวางรากฐานของการบริหารอธิปไตยร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกโดยผ่าน ”ประชาคม” อีกด้วย
ทั้งนี้ เป้าหมายที่สำคัญของการร่วมมือครั้งนี้ คือ การจัดตั้ง “ตลาดร่วม” ของประเทศสมาชิก กล่าวคือ ดำเนินการเพื่อให้การเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างประเทศสมาชิกเป็นไปโดยไร้อุปสรรคอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนอกจากหมายถึงการยกเลิกด่านศุลกากรระหว่างกันแล้ว ยังหมายถึงการประสานกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสินค้าทั้งหมด อาทิ การรับรองมาตรฐานสินค้า ระบบการตรวจสอบสินค้าเข้าจากต่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวได้เสร็จสิ้นภายหลังโครงการ “Single Market Act” เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2529 (ค.ศ.1986) และสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ.1992) พัฒนาขั้นต่อไปที่สำคัญ คือ การลงนามในสนธิสัญญาจัดตั้งสหภาพยุโรป (Treaty of European Union) ลงนามที่เมืองมาสตริคต์ในปี 1992 (จึงมักเรียกสั้นๆ ว่า Maastricht Treaty) ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของ “สหภาพยุโรป”ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สาระสำคัญของการจัดตั้งสหภาพยุโรป คือ นอกจากคงไว้ซึ่งโครงสร้างความร่วมมือเดิมภายใต้ประชาคมทั้งสามที่มีอยู่เดิมแล้ว ยังขยายความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกไปอีกสองด้าน คือ (1) ความร่วมมือด้านการต่างประเทศและความมั่นคง กับ (2) ความร่วมมือด้านมหาดไทยและยุติธรรม อย่างไรก็ดี เนื่องจากทั้งสองด้านดังกล่าว เป็นเรื่องที่บางรัฐสมาชิกมีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นด้านอธิปไตย จึงมิใช่ความร่วมมือในลักษณะ “ประชาคม” (หมายถึงการแบ่งอำนาจอธิปไตยมาบริหารร่วมกัน) แต่เป็นการร่วมมือและประสานนโยบายระหว่างรัฐบาล (Inter-Governmental Cooperation) “สนธิสัญญามาสตริคต์” ถูกแก้ไขและปรับปรุงเพิ่มเติมโดยสนธิสัญญาสำคัญอีกสองฉบับ คือ สนธิสัญญากรุงอัมสเตอร์ดัม (Treaty of Amsterdam) ปี พ.ศ. 2540 (ค.ศ.1997) และสนธิสัญญาเมืองนีซ (Treaty of Nice) ปี พ.ศ. 2544 (ค.ศ.2001) ซึ่งขยายขอบเขตสาขาความร่วมมือภายใต้นโยบายร่วมของสหภาพยุโรป (โดยเฉพาะในด้านมหาดไทยและยุติธรรม) พร้อมกับปรับปรุงสถาบันและแนวปฏิบัติเพื่อให้สามารถรองรับจำนวนรัฐสมาชิกที่เพิ่มขึ้นต่อไป
จากเดิมซึ่งมีสมาชิกเพียง 6 ประเทศ สหภาพยุโรป ได้รับรัฐสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยหลายครั้ง คือ ปีพ.ศ. 2516 (ค.ศ.1973) เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ปี 1981 กรีซ ปี 1986 สเปนและโปรตุเกส ปี 1995 ออสเตรีย ฟินแลนด์ สวีเดน และล่าสุดปีพ.ศ. 2547 (ค.ศ.2004) ถือเป็นการขยายจำนวนสมาชิกครั้งใหญ่ที่สุดถึง 10 ประเทศ คือ ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ค เอสโตเนีย ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย มอลต้า โปแลนด์ สาธารณรัฐสโลวัก และสลีวีเนีย และเมื่อ ค.ศ.2007 รับเพิ่มอีก 2 ประเทศ รวมทั้งสิ้น 27 ประเทศ สมาชิกใหม่คือ บัลแกเรีย และโรมาเนีย
ฝรั่งเศสอยู่ในสภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำข้าวยากหมากแพงคนจนอดอยาก แต่คนชั้นสูงก็ยังใช้ชีวิตอย่างหรูหราจากภาษีของประชาชน จึงเกิดการปฏิวัติล้มล้างกษัตริย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับ พระนางมารี อองตัวเนตถูกจับใส่กิโยตินประหารกลางฝูงชนเป็นยุคแห่งความหวาดกลัว
นโปเลียน นายทหารปืนใหญ่หนุ่มจากคอร์ซิกาเกาะทางใต้ของฝรั่งเศส รับช่วงในงานปฏิวัติจนมีชื่อเสียงโด่งดัง หลังจากยุคแห่งความหวาดกลัวสงบลงเขาถูกส่งไปเป็นนายพลที่อิตาลีเพื่อขยายอำนาจของฝรั่งเศส นโปเลียนไม่ทำให้ชาวฝรั่งเศสผิดหวังบุกยึดขยายอาณาเขตของฝรั่งเศสไปทั่วยุโรป มีอำนาจจนตั้งตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ ประเทศรอบข้างต่างพากันหวาดกลัวรวมตัวกันต้านทานอำนาจของเขา
และแล้วนโปเลียนก็พลาดท่า เมื่อบุกเข้าไปในรัสเซียกลางฤดูหนาว เมื่อไปถึงมอสโกกลับพบว่าเมืองถูกเผาและทอดทิ้งไปเสียแล้ว นโปเลียนไม่มีทางเลือกต้องถอยทัพกลับสถานเดียว กองทัพฝรั่งเศสถูกโจมตีด้านหลังและอดอยากจนกองทัพแตกสลาย นโปเลียนถูกเนรเทศไปอยู่บนเกาะเอลบา แต่ยังไม่สิ้นหวัง ประชาชนยังรักและเชื่อว่านโปเลียนสามารถทำให้ประเทศที่ตกต่ำจากการพ่ายสงครามกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกครั้ง นโปเลียนจึงนั่งเรือกลับฝรั่งเศส
ครั้งนี้ฝ่ายพันธมิตรไม่พลาดอีกแล้ว ไม่ยอมปล่อยให้นโปเลียนกลับขึ้นมามีอำนาจได้อีกพวกเขาจะส่งกำลังบุกฝรั่งเศส นโปเลียนต้องนำทัพไปรับที่วอเตอร์ลูและก็ต้องพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกที่นั่น เมื่อถูกเนรเทศอีกครั้งก็ไม่มีโอกาสกลับมาที่ฝรั่งเศสอีกเลย
คริสต์ศตวรรษที่ 19
การปฏิวัติอุตสาหกรรม
การปฏิวัติอุตสาหกรรม (อังกฤษ: industrial revolution) เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในบริเตนใหญ่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยมีจุดเริ่มจากเทคโนโลยีเครื่องจักรไอน้ำ (ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก) ทำงานด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ (โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจถูกผลักดันด้วยการสร้างเรือ เรือกำปั่น รถยนต์ และทางรถไฟ ที่อาศัยเครื่องจักรไอน้ำ ความเจริญก้าวหน้าแผ่ขยายไปสู่ยุโรปตะวันตกและทวีปอเมริกาเหนือ และส่งผลกระทบทั่วโลกในที่สุดต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 : ศตวรรษแห่งสงคราม
หลังคริสต์ศตวรรษที่ 19 มหาอำนาจในยุโรปเกิดขัดแย้งกันเองดังเห็นได้จากการพยายามแผ่อิทธิพลเข้าไปในคาบสมุทรบอลข่านของจักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิออตโตมาน จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และอิตาลี เมื่อมีศัตรูมากก็ย่อมต้องการมิตรมาก จึงมีการทำสัญญาพันธมิตรขึ้นเป็นสองกลุ่มคือ- ฝ่ายพันธมิตร อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย
- ฝ่ายมหาอำนาจกลาง มี จักรวรรดิเยอรมนี จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และอิตาลี ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามหาพรรคพวก กล่าวโจมตีอีกฝ่าย
เยอรมนีสูญเสียอย่างหนักสุดท้ายก็ยอมแพ้ สงครามมหาประลัยครั้งนี้จึงสิ้นสุดลง แต่หลังสงครามฝ่ายพันธมิตรร่างสนธิสัญญาแวร์ซาย จนชาวเยอรมันประกาศจะจับปืนสู้ต่อไป แต่ผู้นำเยอรมันตอนนั้นได้ร่วมมือกับพวกยิวที่ต้องการให้เยอรมนีล่มยอมแพ้ไปแล้ว เมื่อเยอรมนีฟื้นตัวได้ก็พยายามเรียกร้องสิ่งที่ตนเสียไปอย่างไม่เป็นธรรม อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ประกาศจะยึดโปแลนด์ที่เคยเป็นของเยอรมนีคืน สงครามโลกครั้งที่สอง ระเบิดขึ้น เยอรมนีเข้ายึดยุโรปภาคเหนือได้ในปีเดียว จนอิตาลีประกาศสนับสนุนฮิตเลอร์ แต่อังกฤษก็ยังสู้ต่อไป เยอรมนียึดอังกฤษไม่ได้จึงเปลี่ยนแผนไปบุกสหภาพโซเวียตก็ยังยึดไม่ได้อีก
เมื่อญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริการ่วมสงคราม สงครามโลกครั้งที่สองก็ขยายวงกว้างไปทั่วโลก พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) เยอรมนีแพ้ในแอฟริกา อิตาลีประกาศยอมแพ้ พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) ฝ่ายพันธมิตรร่วมมือกันบุกเยอรมนี ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตาย เยอรมนียอมแพ้ จากนั้นญี่ปุ่นยอมแพ้ ในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) สงครามโลกครั้งที่สองจึงสิ้นสุดลง
ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 : สงครามเย็น (Cold War)
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเกิดขัดแย้งกันเอง มีการแบ่งโลกออกเป็นสองค่ายคือค่ายเสรีประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ สงครามเย็นแม้ จะเรียกว่าสงครามแต่ก็เป็นเพียงสงครามที่ไม่มีการรบ มีเพียงสงครามตัวแทนเช่นสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม ฯลฯ สงครามนี้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการสะสมอาวุธร้ายแรง การใช้จิตวิทยาโจมตีอีกฝ่าย สงครามเย็นสิ้นสุดเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายใน พ.ศ. 2534 (ค.ศ.1991)สหภาพยุโรป
- หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ยุโรปอยู่ในสภาพที่บอบช้ำและเสียหายอย่างหนักในทุกด้าน จึงทำให้มีผู้นำทางการเมืองเกิดแนวความคิดที่จะสร้างอนาคตที่มีสันติภาพอย่างถาวร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรองดองกันระหว่างสองรัฐที่เคยได้ทำสงครามที่สร้างความหายนะแก่ทวีปทั้งทวีป คือ ฝรั่งเศส กับเยอรมนี ซึ่งบุคคลที่ได้เสนอแนวคิดนี้ คือ นาย Jean Monnet (ชาวฝรั่งเศส) และถูกนำมาขยายผลโดยนาย Robert Schuman (รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส) โดยวิธีการของการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจกันระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนีให้ใกล้ชิดกันจนกระทั่งทั้งสองประเทศจะไม่สามารถทำสงครามระหว่างกันได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเป้าหมายในระยะยาวที่จะสร้างความเป็นเอกภาพระหว่างประชาชนชาวยุโรป เพื่อมิให้มีการแตกแยกและนำไปสู่การทำสงครามระหว่างกันในอนาคตด้วย
ทั้งสนธิสัญญากรุงปารีสและสนธิสัญญากรุงโรม ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของสหภาพยุโรปที่ยังคงใช้จนถึงทุกวันนี้ เพราะเป็นการวางรากฐานในการจัดตั้งสถาบันบริหารกิจการของประชาคม คือ คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) คณะมนตรี (Council) ศาลตุลาการยุโรป (European Court of Justice) และสภายุโรป (European Parliamentary Assembly ต่อมาเปลี่ยนมาเรียกว่า European Parliament) และยังวางรากฐานของการบริหารอธิปไตยร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกโดยผ่าน ”ประชาคม” อีกด้วย
ทั้งนี้ เป้าหมายที่สำคัญของการร่วมมือครั้งนี้ คือ การจัดตั้ง “ตลาดร่วม” ของประเทศสมาชิก กล่าวคือ ดำเนินการเพื่อให้การเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างประเทศสมาชิกเป็นไปโดยไร้อุปสรรคอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนอกจากหมายถึงการยกเลิกด่านศุลกากรระหว่างกันแล้ว ยังหมายถึงการประสานกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสินค้าทั้งหมด อาทิ การรับรองมาตรฐานสินค้า ระบบการตรวจสอบสินค้าเข้าจากต่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวได้เสร็จสิ้นภายหลังโครงการ “Single Market Act” เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2529 (ค.ศ.1986) และสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ.1992) พัฒนาขั้นต่อไปที่สำคัญ คือ การลงนามในสนธิสัญญาจัดตั้งสหภาพยุโรป (Treaty of European Union) ลงนามที่เมืองมาสตริคต์ในปี 1992 (จึงมักเรียกสั้นๆ ว่า Maastricht Treaty) ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของ “สหภาพยุโรป”ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สาระสำคัญของการจัดตั้งสหภาพยุโรป คือ นอกจากคงไว้ซึ่งโครงสร้างความร่วมมือเดิมภายใต้ประชาคมทั้งสามที่มีอยู่เดิมแล้ว ยังขยายความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกไปอีกสองด้าน คือ (1) ความร่วมมือด้านการต่างประเทศและความมั่นคง กับ (2) ความร่วมมือด้านมหาดไทยและยุติธรรม อย่างไรก็ดี เนื่องจากทั้งสองด้านดังกล่าว เป็นเรื่องที่บางรัฐสมาชิกมีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นด้านอธิปไตย จึงมิใช่ความร่วมมือในลักษณะ “ประชาคม” (หมายถึงการแบ่งอำนาจอธิปไตยมาบริหารร่วมกัน) แต่เป็นการร่วมมือและประสานนโยบายระหว่างรัฐบาล (Inter-Governmental Cooperation) “สนธิสัญญามาสตริคต์” ถูกแก้ไขและปรับปรุงเพิ่มเติมโดยสนธิสัญญาสำคัญอีกสองฉบับ คือ สนธิสัญญากรุงอัมสเตอร์ดัม (Treaty of Amsterdam) ปี พ.ศ. 2540 (ค.ศ.1997) และสนธิสัญญาเมืองนีซ (Treaty of Nice) ปี พ.ศ. 2544 (ค.ศ.2001) ซึ่งขยายขอบเขตสาขาความร่วมมือภายใต้นโยบายร่วมของสหภาพยุโรป (โดยเฉพาะในด้านมหาดไทยและยุติธรรม) พร้อมกับปรับปรุงสถาบันและแนวปฏิบัติเพื่อให้สามารถรองรับจำนวนรัฐสมาชิกที่เพิ่มขึ้นต่อไป
จากเดิมซึ่งมีสมาชิกเพียง 6 ประเทศ สหภาพยุโรป ได้รับรัฐสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยหลายครั้ง คือ ปีพ.ศ. 2516 (ค.ศ.1973) เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ปี 1981 กรีซ ปี 1986 สเปนและโปรตุเกส ปี 1995 ออสเตรีย ฟินแลนด์ สวีเดน และล่าสุดปีพ.ศ. 2547 (ค.ศ.2004) ถือเป็นการขยายจำนวนสมาชิกครั้งใหญ่ที่สุดถึง 10 ประเทศ คือ ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ค เอสโตเนีย ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย มอลต้า โปแลนด์ สาธารณรัฐสโลวัก และสลีวีเนีย และเมื่อ ค.ศ.2007 รับเพิ่มอีก 2 ประเทศ รวมทั้งสิ้น 27 ประเทศ สมาชิกใหม่คือ บัลแกเรีย และโรมาเนีย
วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
La France en Thaïlande Ambassade de France à Bangkok
สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย
สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ตั้งอยู่ที่สถานที่ปัจจุบันตั้งแต่ พ.ศ. 2400 เมื่อนายมองตันยี กงศุลฝรั่งเศส ได้เช่าพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณนี้ ขนาดประมาณ 4 ไร่ ต่อมาในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2418 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานที่ดินผืนนี้ให้แก่รัฐบาลฝรั่งเศส และได้รับเอกสารกรรมสิทธิ์ ในปี พ.ศ. 2468 อาคารสถานทูตก่อสร้างโดยช่างชาวอิตาเลียน เป็นอาคารยกพื้นสูงมาก มีระเบียงด้านหน้า สถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมอิตาเลียน
การคมนาคมติดต่อกับสถานทูต เดิมใช้ทางแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะในเหตุการณ์วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 พ.ศ. 2436 กองทัพฝรั่งเศสใช้เรือรบเดินทางเข้ามาเทียบท่าถึงบริเวณสถานทูต ต่อมาเมื่อมีการตัดถนนเจริญกรุง จึงทำทางเข้าทางถนนอีกทางหนึ่ง
อาคารสถานทูตได้รับการซ่อมแซมระหว่างปี พ.ศ. 2502 – 2511 และได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยาม เมื่อ พ.ศ. 2527
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)